วันอังคารที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ข้อสอบ อ.ภูมินทร์ กลุ่มที่ 6

1. กทช ย่อมาจากอะไร

ก. คณะกรรมการกอบโกยแห่งชาติ

ข. คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

ค. การพัฒนากิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

ง. ถูกทุกข้อ

2. อำนาจหน้าที่ของ กทช

ก. กำหนดนโยบาย การพัฒนากิจการโทรคมนาคม

ข. กำกับและดูแล การประกอบกิจการ โทรคมนาคม

ค. กำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค

ง.ถูกทุกข้อ

3. ตัวอย่างงานที่สำคัญของ กทช. และเป็นรูปธรรมแล้ว

ก. 3G

ข. 3D

ค. ส่งเสริมการประกอบ กิจการอินเทอร์เน็ต ให้แพร่หลาย

ง. WiMAX

4. คำว่า “โทร” มีพื้นฐานมาจากคำว่า “tele” เป็นคำมาจากภาษาใด

ก. กรีก

ข. อียิป

ค. จีน

ง. ไทย

5. คำว่า “tele” หมายถึงอะไร

ก. ไกลออกไป

ข. ออกไป

ค. ส่งออก

ง. กระโดดไป

6. คำว่า “คมนาคม” มีพื้นฐานมาจากคำว่า “Communicare” เป็นคำมาจากภาษาใด

ก. ญี่ปุน

ข. ละติน

ค. จีน

ง. ไทย

7. คำว่า “Communicare” หมายถึงอะไร

ก. การทำงาน

ข. การพูด

ค. การใช้งานร่วมกับผู้อื่น

ง. ผิดทุกข้อ

8. การดักฟังโทรศัพท์ที่เป็นการกระทำของบุคคลทั่วไป มีโทษฐานใด

ก. ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ข. ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ

ค. ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ร้อยบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ง. ต้องระวางโทษประหารชีวิต

9. การดักฟังโทรศัพท์ที่เป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ มีโทษฐานใด

ก. ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ข. ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ค. ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ร้อยบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ง. ต้องระวางโทษประหารชีวิต

10. ทศท ย่อมาจากอะไร

ก. องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย

ข. การสื่อสารแห่งประเทศไทย

ค. โทรคมนาคมของประเทศไทย

ง. โทรคมนาคมแห่งชาติ

11. กสท ย่อมาจากอะไร

ก. กิจการโทรทัศน์แห่งชาติ

ข. องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย

ค. การสื่อสารแห่งประเทศไทย

ง. โทรคมนาคมแห่งประเทศไทย

12. กสท, ทศท, กทช ใครเป็นเจ้าของ

ก. รัฐวิสาหกิจ

ข. องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย

ค. การสื่อสารแห่งประเทศไทย

ง. โทรคมนาคมแห่งประเทศไทย

13. กสช ย่อมาจากอะไร

ก. คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ

ข. คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งปะเทศไทย

ค. คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

ง. คณะกรรมการประสานงานการจัดและบริหารงานความถี่วิทยุแห่งชาติ

14. โทรคมนาคม หมายถึง

ก. การส่ง การรับภาพ หรือการกระจาย

ข. การกระจาย การส่ง หรือการรับภาพ

ค. การรับภาพ การกระจาย หรือการส่ง

ง. การส่ง การกระจาย หรือการรับภาพ

15. พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย (ฉบับที่ 2) ในปี พ.ศ. ใด

ก. พ.ศ. 2542

ข. พ.ศ. 2544

ค. พ.ศ. 2541

ง. พ.ศ. 2543

16. การกระทำความผิดในกรณีเป็นเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวกับข้อมูลในไปรษณีย์ โทรเลข และโทรศัพท์

ก. มาตรา 164

ข. มาตรา 163

ค. มาตรา 165

ง. มาตรา 166

17. การดักฟังโทรศัพท์มีกี่กรณี

ก. 5 กรณี

ข. 2 กรณี

ค. 3 กรณี

ง. 4 กรณี

18. เครื่องวิทยุคมนาคมที่ได้รับยกเว้นใบอนุญาต (Unlicensed) มีกี่ประเภท

ก. 15 ประเภท

ข. 16 ประเภท

ค. 17 ประเภท

ง. 18 ประเภท

19. กทช ได้มีมติอนุมัติให้ใช้เครื่องวิทยุคมนาคมระยะสั้น เมื่อใด

ก. เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2550

ข. เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2550

ค. เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2550

ง. เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2550

20. สถาบันใดที่คุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม

ก. กบถ

ข. กทช

ค. กสท

ง. กสช

21. กบถ ย่อมาจากอะไร

ก. คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ

ข. คณะกรรมการประสานงานการจัดและบริหารงานความถี่วิทยุแห่งชาติ

ค. คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

ง. คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งปะเทศไทย

22. ทศท. และ กสท. ได้แปลงสภาพเป็นบริษัทอะไร

ก. ทศท. คอร์ปอเรชั่น จำกัด และ บริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด

ข. ทศท. คอร์ปอเรชั่น (มหาชน), และ บริษัท กสท. โทรคมนาคม (มหาชน)

ค. ทศท. คอร์ปอเรชั่น จำกัด และ บริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)

ง. ทศท. คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), และ บริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)

23. สถาบันวิศวกรไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ให้คำนิยามโทรคมนาคมว่า

ก. การสื่อสัญญาณระยะทางใกล้

ข. การสื่อสัญญาณระยะทางไกล

ค. การสื่อสัญญาณระยะทางสั้นๆ

ง. การสื่อสัญญาณระยะทางกว้าง

24. กทช. ประกอบด้วยประธานกรรมการ กี่คน และกรรมการอื่นอีก กี่คน

ก. ประธานกรรมการ 2 คน และกรรมการ 5 คน

ข. ประธานกรรมการ 1 คน และกรรมการ 6 คน

ค. ประธานกรรมการ 1 คน และกรรมการ 5 คน

ง. ประธานกรรมการ 2 คน และกรรมการ 6 คน

25. องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย จัดตั้งเมื่อปีใด

ก. พ.ศ. ๒๔๙๖

ข. พ.ศ. ๒๔๙๗

ค. พ.ศ. ๒๔๙๘

ง. พ.ศ. ๒๔๙๙

26. การสื่อสารแห่งประเทศไทย จัดตั้งเมื่อปีใด

ก. พ.ศ. ๒๕๑๖

ข. พ.ศ. ๒๕๑๗

ค. พ.ศ. ๒๕๑๘

ง. พ.ศ. ๒๕๑๙

27. แต่งตั้งคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติเมื่อใด

ก. วันที่ ๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๗

ข. วันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๗

ค. วันที่ ๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๗

ง. วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๗

28. พระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 ได้บัญญัติสิทธิอะไรบ้าง

ก. สิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองเกี่ยวกับข้อมูลส่วนส่วนตัว

ข. สิทธิในความเป็นส่วนตัว

ค. สิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล สิทธิในความเป็นส่วนตัว

ง. สิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล

29. เรื่องร้องเรียนที่ กทช. ไม่รับไว้พิจารณา

ก. เรื่องที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีในศาล

ข. เรื่องที่อยู่ระหว่างการดำเนินการของผู้รับใบอนุญาต

ค. เรื่องที่ กทช. ได้วินิจฉัยหรือระงับข้อพิพาทในเรื่องนั้น ๆ เสร็จสิ้นแล้ว

ง. ถูกทุกข้อ

30. เมื่อสำนักงาน กทช. รับเรื่องร้องเรียนแล้วจะแจ้งให้ผู้ร้องเรียนทราบภายใน

ก. 7 วัน

ข. 8 วัน

ค. 9 วัน

ง. 10 วัน

31. กสท ต้องพิจารณาแก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียนให้แล้วเสร็จภายในกี่วัน

ก. 1 วัน

ข. 2 วัน

ค. 3 วัน

ง. 30 วัน

วันพฤหัสบดีที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2554

แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 8 อ.วิทยา

ความเป็นมาของภาษา assembly

ความเป็นมาของภาษา assembly
เป็นธรรมดาที่คอมพิวเตอร์แบบดิจิตอลจะรับรู้คำสั่งจากมนุษย์ แต่คำสั่งที่คอมพิวเตอร์รู้จักจะอยู่ในรูปของสถานะไฟฟ้าแบบดิจิตอลหรือเป็นรหัสไบนารีเท่านั้น มนุษย์จึงต้องสร้างรหัสไบนารีขึ้นมาแทนการ สั่งการให้คอมพิวเตอร์ทำงาน โดยมีรหัสดิจิตอลโดยเฉพาะที่แตกต่างกันสำหรับการทำงานหนึ่ง ๆ ในหน่ายพื้นฐานของคอมพิวเตอร์คือไมโครโปรเซสเซอร์ การทำงานที่กล่าวถึงนี้เป็นการทำงานพื้นฐานง่าย ๆ เช่น การเคลื่อนย้ายข้อมูล การบวกเลขสองจำนวน การย้ายข้อมูล หรือการลงค่าที่เก็บไว้ด้วยหนึ่ง เป็นต้น

ตารางแสดงรหัสดิจิตอลและความหมาย
รหัส
ความหมาย
0 1 0 0 0 0 1 1
1 0 0 0 0 0 0 1
ย้ายข้อมูล 81H ไปเก็บที่รีจิสเตอร์ชื่อ A1

1 0 0 1 0 1 1 0
ลบข้อมูลที่เก็บในรีจิสเตอร์ A1 ด้วยหนึ่ง
0 1 1 1 0 0 1 1
0 0 0 1 0 0 0 0
0 0 1 1 0 1 0 0
นำข้อมูล 3412H ไปเก็บที่รีจิสเตอร์ HL
1 1 0 0 1 1 1 1
ลบข้อมูลที่อยู่ในรีจีสเตอร์ A1 ด้วยรีจิสเตอร์ A2

รหัสเครื่อง (Machine Code) ที่มีความหมายสั่งการคอมพิวเตอร์ แต่ละคำสั่งอาจเปรียบได้เหมือนกับประโยคหนึ่ง ๆ ในภาษาของมนุษย์ ถ้านำคำสั่งหลายคำสั่งมาเรียบเรียงต่อกัน ก็จะสามารถอธิบายความต้องการหรือการทำงานที่ซับซ้อนได้ กระบวนการเหล่านี้คือการเขียบโปรแกรมนั่นเอง โปรแกรมทีประกอบด้วยรหัสดิจิตอลเช่นนี้เรียกว่า โปรแกรมภาษาเครื่อง (Machine Language Program)

ตารางแสดงโปรแกรมภาษาเครื่องในรูปแบบไบนารี
0 1 0 0 0 0 1 1
1 0 0 0 0 0 0 1
1 0 0 1 0 1 1 0
1 0 1 1 0 0 0 0
0 1 1 1 0 0 0 0
0 0 0 1 1 1 0 0
1 1 0 0 0 0 0 1

การใช้ภาษาเครื่องมีปัญหาในทางปฎิบัติ เพราะต้องจำว่ารหัสอะไรมีความหมายอย่างไร ยากต่อการตรวจสอบแก้ไขโปรแกรมที่ป้อนเข้าไปแล้วว่ามีที่ผิดตรงไหนบ้างหรือไม่ รวมทั้งการอ่านและเขียนก็มีโอกาสผิดพลาดได้มากในระยะต่อมาได้มีแนวคิดจะทำให้การอ่านรหัสเหล่านี้ง่ายขึ้น โดยการแทนรหัสไบนารีเหล่านี้ด้วยรหัสฐานสิบหก โดยพิจารณาทีละ 4 บิต จะเห็นได้ว่ารหัสฐานสิบหกตัวเดียวสามารถแทนรหัสไบนารีได้ 4 ตัวได้ดังตารางต่อไปนี้

ตารางแสดงการแทนรหัสไบนารีด้วยรหัสฐานสิบหก
รหัสฐานสอง
รหัสฐานสิบหก
0 0 0 0
0 0 0 1
0 0 1 0
0 0 1 1
0 1 0 0
0 1 0 1
0 1 1 0
0 1 1 1
1 0 0 0
1 0 0 1
1 0 1 0
1 0 1 1
1 1 0 0
1 1 0 1
1 1 1 0
1 1 1 1
0
123456789ABCDEF
ดังนั้นโปรแกรมเลขฐานสอง จึงสามารถเขียนในรูปเลขฐานสิบหกได้ดังนี้

ตารางโปรแกรมภาษาเครื่องในรูปแบบเลขฐานสิบหก
รหัสฐานสอง
รหัสฐานสิบหก
0 1 0 0 0 0 1 1
1 0 0 0 0 0 0 1
1 0 0 1 0 1 1 0
1 0 1 1 0 0 0 0
0 1 1 1 0 0 0 0
0 0 0 1 1 1 0 0
1 1 0 0 0 0 0 1
43H
81H
96H
BOH
70H
1CH
C1H

การแทนด้วยรหัสฐานสิบหกทำให้อ่านโปรแกรมได้ง่าย และเป็นรูปแบบที่กะทัดรัดขึ้น แต่รหัสฐานสิบหกไม่สื่อความหมายกับการทำงานอะไรเลย ต้องใช้ความจำอย่างเดียวว่ารหัสอะไรทำงานอะไร แต่เนื่องจากคอมพิวเตอร์มักจะมีชิดคำสั่งเป็นร้อยคำสั่งขึ้นไป วิธีการนี้จึงยังไม่สะดวกในการทำงาน จึงมีการคิดคำย่อสั้น ๆ จากความหมายของคำสั่งนั้น โดยเรียกว่า เป็นรหัสมีโนมิค (Mnemonic) ซึ่งพอจะเดาความหมายออกได้บ้าง และรูปแบบการเขียนก็ไม่เยินเย้อเกินไป

ตารางแสดงรหัสมีโมนิคและความหมาย
รหัสนีโมนิค
ความหมาย
INC A1
MOV A1, A2
DIV A2, A3
CPA
INCrease register A1 with 1
MOVe data form register A1 to A2
DIVide register A2 with A3
ComPlement register A

ภาษาที่ใช้รหัสนีโมนิคในการเขียน เรียกว่า ภาษาแอสเซมบลี(AssemblyLanguage) ซึ่งผู้ผลิตไมโครโปรเซสเซอร์แต่ละเบอร์มักใช้คำศัพท์ที่แตกต่างกันออกไป เนื่องจากต้องการให้ผลิตภัณฑ์ของตนมีความแตกต่างกับผู้อื่น ดังนั้นเมื่อต้องการเขียนโปรแกรมสำหรับไมโครโปรเซสเซอร์ใหม่ จึงควรต้องศึกษาคู่มือการอธิบายคำสั่งของผู้ผลิตทุกครั้ง
อย่างไรก็ตามภาษาแอสเซมบลีเป็นภาษที่ยากต่อการทำความเข้าใจ เนื่องจากใช้คำสั่งที่ต่างจากคำศัพท์ที่มนุษย์ทั่วไปใช้กัน โปรแกรมที่เขียนด้วยภาษาแอสเซมบลีต้องใช้ผู้เขียนที่มีความรู้ระดับทราบถึงรายละเอียดการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งต้องใช้เวลาในการเขียนนาน นากจากนี้ถ้ามีโปรแกรมที่เขียนด้วยภาษาแอสเซมบลีสำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ระบบหนึ่งอยู่แล้ว จะนำโปรแกรมเดิมนั้นไปทำงานบนเครื่องคอมพิวเตอร์แบบอื่นนั้นแทบเป็นไปไม่ได้เลย แม้จะใช้ไมโครโปรเซสเซอร์เดียวกันก็ตาม เว้นแต่ระบบคอมพิวเตอร์นั้นจะออกแบบให้มีความคล้ายกัน (Compatible) อย่างมาก อาจจะกล่าวได้ว่า โปรแกรมที่เขียนด้วยภาษาแอสเซมบลีมีประสิทธิภาพด้านการเคลื่อนย้าย (Transportable) ต่ำ
สิ่งที่ต้องศึกษาเพื่อเขียนภาษาแอสเซมบลี
การเขียนโปรแกรมภาษาแอสเซมบลีได้ ต้องศึกษาสิ่งต่อไปนี้คือ


สถาปัตยกรรมของไมโครโปรเซสเซอร์ (Microprocessor’s Architecture)
ในระบบคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่หลักในการควบคุมการทำงานทั้งระบบ การคำนวณหลักและการติดต่อกับหน่วยความจำหลัก (Main Memory) คือ ซีพียู (CPU : Cemtral Processing Unit) ซึ่งถ้าเป็นเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ตัวนี้ก็คือไมโครโปรเซสเซอร์ คำว่า “ ซีพียู ” และ “ ไมโครโปรเซสเซอร์ ” ในเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์จึงอาจใช้แทนกันได้ด้วยเหตุผลนี้
การศึกษาสถาปัตยกรรมของซีพียูมีจุดประสงค์ เพื่อให้รู้จัถึงองค์ประกอบภายในซีพียูที่ผู้เขียนโปรแกรมสามารถเขียนคำสั่งไปควบคุมการทำงานได้ ( เรียกรวมว่า Software/Programming Model) เช่น รีจิสเตอร์ (Registers) ต่าง ๆ วิธีการอ้างตำแหน่งหน่วยความจำ (Addressing Modes) และชุดคำสั่ง ( Instructions Set) ตลอดจนการทำงานทั่วไปของซีพียู และรูปแบบข้อมูลที่ไมโครโปรเซสเซอร์นั้นมีคำสั่งไว้ทำงานด้วย

อุปกรณ์ที่ประกอบกันเป็นระบบคอมพิวเตอร์
การทำงานบางอย่างต้องใช้ภาษาแอสเซมบลี เพราะต้องเกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นระบบคอมพิวเตอร์ การเขียนโปรแกรมเป็นภาษาสูงไม่สามารถทำได้ หรือทำได้แต่ไม่มีประสิทธิภาพวงจรไฟฟ้าหรืออุปกรณืไฟฟ้าที่ประกอบกับซีพียูรวมกันเป็นระบบคอมพิวเตอร์ ได้แก่ หน่วยความจำ หน่วยรับส่งข้อมูล เป็นต้น การเขียนโปรแกรมสำหรับงานบางอย่างต้องการความรู้ละเอียดถึงขนาดต้องรู้หมายเลขของพอร์ต (Port) ที่รับส่งข้อมูล ต้องการรู้ถึงเทคนิคการรับส่งข้อมูลว่าทำแบบใด และต้องรู้ช่วงเวลาที่ใช้ในการทำงานแต่ละขั้นตอนอย่างละเอียด
สำหรับระบบที่ซับซ้อน เช่น เครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ไอบีเอ็มพีซี การติดต่อระหว่างอุปกรณ์กับซีพียูจะทำผ่านอุปกรณ์ควบคุมที่โปรแกรมได้ (Programmable Controller) หลายตัว ตัวอย่างเช่น ตัวควบคุมการส่งข้อมูลแบบตรง (DMA Controller) ตัวควบคุมการขออินเทอรัปต์ (Interrupt Controller) นาฬิกา (Timer; ไม่ใช่สัญญาณนาฬิกา CLK) ตัวควบคุมการส่งข้อมูลแบบขนานและอนุกรม ตัวควบคุมการแสดงผลทางจอภาพ ตัวควบคุมการเขียนอ่านดิสก์ไดรฟ์ เป็นต้น ผู้เขียนโปรแกรมต้องศึกษาการทำงานของอุปกรณ์เหล่านี้ด้วย จึงจะสามารถใช้ความสามารถของระบบคอมพิวเตอร์ได้อย่างเต็มที่

ระบบปฏิบัติการ (Operating System)
เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานทั่วไป มีโปรแกรมที่ช่วยจัดการและอำนวยความสะดวกในการใช้ทรัพยากรของเครื่อง เช่น การจัดการจอแสดงผล การจัดการเก็บข้อมูลกับแผ่นดิสก์ การจัดการส่วนรับข้อมูลให้มีประสิทธิภาพ โปรแกรมชนิดนี้เรียกว่า โปรแกรมระบบปฏิบัติการ โปรแกรมระบบปฏิบัติการเป็นซอฟต์แวร์ที่ประกอบด้วยโปรแกรมย่อยจำนวนมาก สำหรับจัดการงานพื้นฐานในการใช้ทรัพยากรระบบ ผู้เขียนโปรแกรมที่เข้าใจการทำงานของระบบปฏิบัติการ สามารถเรียกใช้บริการจากระบบปฏิบัติการเพื่อทำงานต่าง ๆ โดยไม่จำเป็นต้องรู้รายละเอียดของอุปกรณ์ที่กล่าวมาก็ได้ ดังนั้นการเขียนโปรแกรมภาษาแอสเซมบลีโดยที่ศึกษาระบบปฏิบัติการไปด้วยจะช่วยให้เขียนโปรแกรมได้ง่ายขึ้น

วันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2554

เฉลยแบบฝึกหัดท้ายบทที่ 5

เฉลยแบบฝึกหัดท้ายบทที่ 5

1 cross-platform application คืออะไร จงอธิบาย

โปรแกรมประยุกต์ที่สนับสนุนการทำงานบนระบบปฏิบัติการได้หลายๆตัว ซึ่งทำให้การใช้งานมีความหลากหลายมากขึ้น เนื่องจากเครื่องคอมพิวเตอร์อาจจะมีการติดตั้งระบบปฏิบัติการที่ไม่เหมือนกัน

การพัฒนาโปรแกรมประยุกต์เพื่อให้ทำงานข้ามแพลตฟอร์มหรือข้ามระบบปฏิบัติการได้ จึงเป็นทางเลือก

ให้กับผู้ใช้ได้ได้ดีพอสมควร

2 device driver มีประโยชน์อย่างไรต่อการทำงานกับคอมพิวเตอร์

มีประโยชน์ในการช่วยให้คอมพิวเตอร์รู้จักกับอุปกรณ์ต่อพ่วงทั้งหลายที่เชื่อมต่อเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งจะทำให้การติดต่อสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ชนิดนั้นราบรื่นและสามารถทำงานได้อย่างไม่ติดขัด เมื่อถอด ย้ายหรือติดตั้งอุปกรณ์ต่อพ่วงนั้นเข้ากับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นใหม่อีก ก็สามารถใช้ Device driver นี้ติดตั้งเพื่อให้เครื่องอื่นๆรู้จักและติดต่อสื่อสารได้อีกเช่นกัน ปกติผู้ผลิตจะแนบตัวโปรแกรมเหล่านี้มาพร้อมกับการซื้ออุปกรณ์แล้วในครั้งแรก

3 เสียงสัญญาณที่คอมพิวเตอร์ตอบสนองออกมาสั้นบ้าง ยาวบ้างนั้นเกิดจากกระบวนการในขั้นตอนใด และเหตุใดจึงต้องทำเช่นนั้น

เกิดขึ้นในช่วงขั้นตอนที่เรียกว่า POST หรือ power on self test เพื่อตรวจสอบความพร้อมของอุปกรณ์ต่างๆที่ติดตั้งอยู่ในเครื่องไม่ว่าจะเป็นเมนบอร์ด แรม ซีพียูรวมถึงอุปกรณ์ต่อพ่วงอื่นๆ เช่นคีย์บอร์ดหรือเมาส์ โดยจะส่งสัญญาณเป็นเสียงสั้นยาวต่างกัน เมื่อพบว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้น

4 ประเภทของการบู๊ตเครื่องมีกี่ประเภท อะไรบ้าง จงอธิบาย

สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ซึ่งอธิบายได้ดังนี้

- โคลบู๊ต (cold boot)

เป็นการบู๊ตเครื่องที่อาศัยการทำงานของฮาร์ดแวร์ โดยการกดปุ่มเปิดเครื่อง (Power on) แล้วเข้าสู่กระบวนการทำงานโดยทันที ปุ่มเปิดเครื่องจะทำหน้าที่เหมือนเป็นสวิตช์ปิดเปิดการทำงานโดยรวมของ

คอมพิวเตอร์ทั้งหมดเหมือนกับสวิตช์ของอุปกรณ์ไฟฟ้าทั่วไป

- วอร์มบู๊ต (warm boot)

เป็นการบู๊ตเครื่องโดยทำให้เกิดกระบวนการบู๊ตใหม่หรือที่เรียกว่า การรีสตาร์ทเครื่อง (Restart) โดยมากจะนิยมใช้ในกรณีที่เครื่องคอมพิวเตอร์ไม่สามารถทำงานต่อไปได้ สามารถทำได้ 3 วิธีด้วยกันคือ

- กดปุ่ม Reset บนตัวเครื่อง

- กดปุ่ม C+alt+delete จากแป้นพิมพ์

- สั่งรีสตาร์ทเครื่องได้จากเมนูบนระบบปฏิบัติการได้เลย

5 จงบอกถึงความแตกต่างระหว่างส่วนประสานกับผู้ใช้แบบ Command line และแบบ GUI มาพอสังเขป

ส่วนประสานงานแบบ Command line จะสนับสนุนให้ผู้ใช้ป้อนข้อมูลคำสั่งด้วยตัวอักษรเพียงเท่า

นั้น จึงเหมาะกับผู้ที่มีความชำนาญในการใช้งานพอสมควร เนื่องจากต้องจดจำรูปแบบคำสั่งได้ดี สำหรับ

ส่วนประสานงานกับผู้ใช้แบบกราฟิกหรือ GUI จะสนับสนุนการทำงานแบบรูปภาพคำสั่งมากยิ่งขึ้น เพื่อ

ให้เกิดความสะดวกและไม่ยุ่งยากสำหรับผู้ใช้ โดยไม่จำเป็นต้องจำคำสั่งตัวอักษรเหล่านั้น ผู้ใช้เพียงแค่

เลือกรายการคำสั่งภาพที่ปรากฏบนจอ ก็สามารถสั่งการให้ทำงานได้ตามต้องการ

6 โครงสร้างแบบต้นไม้ คืออะไร เกี่ยวข้องกับโครงสร้างไฟล์ในคอมพิวเตอร์อย่างไรบ้าง

Treelike structure หรือโครงสร้างแบบต้นไม้ เป็นรูปแบบของการจัดเก็บข้อมูลแบบลำดับชั้นนิยมใช้สำหรับการจัดการโครงสร้างไฟล์ในระบบปฏิบัติการของคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะทำโดยแยกออกเป็นส่วนๆเรียกว่า โฟลเดอร์ เหมือนเป็นกิ่งก้านและแตกสาขาไปได้อีก

7 ส่วนประกอบย่อยของไฟล์ประกอบด้วยส่วนใดบ้าง จงยกตัวอย่างไฟล์มาอย่างน้อย 5 รูปแบบพร้อมทั้งอธิบาย

ด้วยว่าแต่ละรูปแบบมีความหมายเช่นไร

ประกอบด้วยส่วนย่อย 2 ส่วน คือ ชื่อไฟล์ (naming files) และส่วนขยาย (extentions) ยกตัวอย่าง

ไฟล์ 5 รูปแบบได้ดังนี้

- myprofile.doc

ไฟล์ที่ใช้เรียกมีชื่อว่า My profile นามสกุลหรือส่วนขยายคือ doc ซึ่งเป็นไฟล์ประเภทเอกสารงานนั่นเอง (Document)

- report.xls

ไฟล์ที่ใช้เรียกมีชื่อว่า Report นามสกุลหรือส่วนขยายคือ .xls ซึ่งเป็นไฟล์ประเภทตารางคำนวณพบเห็นได้กับการใช้งานในโปรแกรม Microsoft Excel

- present.ppt

ไฟล์ที่ใช้เรียกมีชื่อว่า Present นามสกุลหรือส่วนขยายคือ ppt เป็นไฟล์ที่ใช้สำหรับงานนำเสนอข้อมูล สร้างจากโปรแกรม Microsoft PowerPoint

- about.htm

ไฟล์ที่ใช้เรียกมีชื่อว่า About นามสกุลหรือส่วนขยายคือ htm ซึ่งเป็นไฟล์ที่เขียนด้วยภาษา HTMLที่ใช้สำหรับการแสดงผลบนเว็บเพจ

- message.txt

ไฟล์ที่ใช้เรียกมีชื่อว่า Message นามสกุลหรือส่วนขยายคือ txt ซึ่งเป็นไฟล์ประเภทข้อความ มักสร้างจากโปรแกรมประเภท Editor ทั่วไป

8 หน่วยความจำเสมือนเกี่ยวข้องกับการจัดการหน่วยความจำอย่างไรบ้าง จงอธิบาย

หน่วยความจำเสมือนหรือ Virtual memory จะเป็นหน่วยความจำที่ทำงานเหมือนกับ RAM โดยใช้เนื้อที่ส่วนของหน่วยเก็บข้อมูลสำรอง เช่น ฮาร์ดดิสก์ที่มีความจุมากกว่า มาเก็บของส่วนงานทั้งหมดไว้เพื่อเอามาช่วยการทำงานของ RAM เมื่อต้องประมวลผลงานที่มากขึ้น โดยจะแบ่งงานที่มีอยู่ออกเป็นส่วนๆเรียกว่า Page ซึ่งจะมีขนาดที่แน่นอน เมื่อใดที่ต้องการประมวลผล ก็จะเลือกเอาเฉพาะเพจที่ต้องการเข้าสู่หน่วยความจำ RAM จนกว่าข้อมูลใน RAM เต็ม จึงจะจัดการถ่ายเทข้อมูลดังกล่าวกลับไปไว้ในหน่วยเก็บข้อมูลสำรอง เพื่อให้ RAM มีเนื้อที่เหลือว่างและทำงานต่อไปได้ ทำให้หน่วยความจำสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

9 spolling ที่เกิดขึ้นในการพิมพ์งาน มีหลักการอย่างไรบ้าง

หลักการจะอาศัยพื้นที่ส่วนหนึ่งของฮาร์ดดิสก์ ใช้เก็บข้อมูลที่อ่านเข้ามาไว้ก่อนที่จะส่งไปที่เครื่องพิมพ์ เพราะการเก็บข้อมูลไว้ที่ฮาร์ดดิสก์ก่อนจะทำได้เร็วกว่าการเขียนข้อมูลไปที่เครื่องพิมพ์โดยตรง ซึ่งทำให้การทำงานสะดวกมากขึ้น โดยเฉพาะกับการพิมพ์งานพร้อมกันทีเดียวในสำนักงานทั่วไป เพราะสามารถจัดคิวเพื่อส่งพิมพ์ผลลัพธ์ได้ตามลำดับก่อนหลัง

10 ระบบ plug and play คืออะไร มีประโยชน์อย่างไรต่อการทำงาน

เป็นคุณสมบัติใหม่ที่เพิ่มเข้ามาในระบบปฏิบัติการบางตัว เพื่อให้คอมพิวเตอร์สามารถติดต่อสื่อสารกับอุปกรณ์อื่นได้ง่ายยิ่งขึ้น ผู้ใช้เพียงแค่เชื่อมต่ออุปกรณ์เหล่านั้นเข้ากับคอมพิวเตอร์ (Plug) ก็สามารถใช้งานได้เลยทันที (Play)

11 multi-processing คือการประมวลผลงานลักษณะใด มีหลักการทำงานอย่างไรบ้าง จงอธิบายพอสังเขป

เป็นการทำงานเพื่อให้ประมวลผลเร็วขึ้น โดยใช้ซีพียูที่มากกว่าหนึ่งตัวเข้ามาทำงานร่วมกัน ทำให้

คอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้หลายๆคำสั่งงานในเวลาเดียวกัน โดยที่ระบบปฏิบัติการจะทำหน้าที่เป็น

ตัวประสานการทำงานของซีพียูที่มากกว่าหนึ่งตัวนี้ให้ทำงานด้วยกันได้เป็นอย่างดี และถึงแม้ซีพียูตัวใด

ตัวหนึ่งเสีย ก็ยังสามารถทำงานแทนกันได้

วันอังคารที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2554

เฉลยแบบฝึกหัดท้ายบทที่ 4

เฉลยแบบฝึกหัดท้ายบทที่ 4

1 คีย์บอร์ดแบบเออร์โกโนมิกส์ ช่วยลดปัญหาในการทำงานกับคอมพิวเตอร์ได้อย่างไร จงยกตัวอย่างประกอบ

คีย์บอร์ดลักษณะดังกล่าว ถูกออกแบบมาเพื่อลดปัญหาเกี่ยวกับอาการเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อมือที่

สัมผัสกับคีย์บอร์ดอยู่ตลอดเวลา โดยมีแป้นรองรับการพิมพ์สัมผัสที่ง่ายและเบา มีแท่นวางมือและออก

แบบให้สัมพันธ์กับสรีระของแขนและมือให้ทำงานสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

2 ออปติคอลเมาส์มีหลักการทำงานแตกต่างจากเมาส์แบบทั่วไปอย่างไร

เมาส์แบบแสงหรือออปติคอลเมาส์จะทำงานได้โดยไม่ต้องใช้ล้อหมุนเหมือนกับเมาส์แบบทั่วไป

แต่จะใช้แสงส่องไปกระทบพื้นผิวด้านล่าง และมีวงจรภายในทำหน้าที่วิเคราะห์แสงสะท้อนที่เปลี่ยนไปเมื่อ

มีการเลื่อนเมาส์ จากนั้นจะแปลงทิศทางเป็นการชี้ตำแหน่งในที่สุด ซึ่งปัจจุบันมีทั้งที่เป็นแบบต่อกับ

คอมพิวเตอร์โดยใช้สายและแบบไม่ใช้สาย

3 OMR คืออะไร จงอธิบายพร้อมทั้งยกตัวอย่างประกอบของลักษณะงานที่นำไปใช้

เครื่องมือที่ใช้สำหรับอ่านหรือตรวจสอบคะแนนจากกระดาษคำตอบชนิดพิเศษ หรือชื่อเต็มว่า

Optical Mark Reader มักนำไปใช้กับการตรวจข้อสอบหรือคะแนนของกลุ่มบุคคลจำนวนมาก เช่น การ

สอบเอ็นทรานซ์ การสอบวัดระดับความรู้ทางภาษาอังกฤษ การสอบเข้ารับราชการของสำนักงาน ก.พ.

โดยจะทำการอ่านเครื่องหมายที่ผู้เข้าสอบได้ทำการระบายไว้ในกระดาษคำตอบที่ออกแบบมาพิเศษ

4 อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ถือว่าเป็น หัวใจหลักของเครื่องพีซีทุกเครื่อง คืออุปกรณ์ใด เหตุใดจึงเรียกเช่นนั้น

เมนบอร์ด คืออุปกรณ์ที่เป็นเสมือนหัวใจหลักของเครื่องพีซี เนื่องจากเป็นแผงควบคุมวงจรการ

เชื่อมต่ออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของคอมพิวเตอร์เกือบทั้งหมด จะขาดไปเสียมิได้ ความสามารถ

ของเครื่องว่าจะใช้ซีพียูอะไรได้บ้าง มีประสิทธิภาพเพียงใด สามารถรองรับกับอุปกรณ์ใหม่ๆได้หรือไม่นั้น

จึงล้วนแล้วแต่ขึ้นอยู่กับเมนบอร์ดที่เลือกใช้ทั้งสิ้น

5 หน่วยเก็บข้อมูลสำรองแบ่งได้เป็นกี่ประเภท อะไรบ้าง จงยกตัวอย่างมาประเภทละ 2 รายการ

สามารถแบ่งออกได้เป็นประเภทใหญ่ๆ ได้ 4 ประเภทดังนี้

- แบบจานแม่เหล็ก

เป็นอุปกรณ์สำรองข้อมูลที่เป็นลักษณะของจานแม่เหล็กสำหรับบันทึกข้อมูลไว้ภายใน (disk) ได้รับ

ความนิยมและใช้งานมานานพอสมควร ที่รู้จักกันดี เช่น ฟล็อปปีดิสก์และฮาร์ดดิสก์

- แบบแสง

เป็นสื่อเก็บข้อมูลสำรองที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน โดยใช้หลักการทำงานของแสง การจัด

เก็บข้อมูลจะคล้ายกับแผ่นจานแม่เหล็กต่างกันที่การแบ่งจะเป็นรูปก้นหอยและเริ่มเก็บบันทึกข้อมูล

จากส่วนด้านในออกมาด้านนอก ที่เป็นที่นิยมและรู้จักกันดี เช่น CD และ DVD เป็นต้น

- แบบเทป

เป็นสื่อเก็บข้อมูลที่สามารถเก็บข้อมูลได้เป็นจำนวนมากและเข้าถึงข้อมูลแบบเรียงลำดับต่อเนื่อง

กันไป มีการผลิตขึ้นมาหลายขนาดแตกต่างกันไป เช่น DAT และ QIC เป็นต้น

- แบบอื่นๆ

เป็นสื่อเก็บข้อมูลแบบใหม่ที่พบเห็นได้ทั่วไปในปัจจุบัน มีชื่อเรียกแตกต่างกันไป เช่น Flash drive,

Thumb drive หรือ handy drive เป็นต้น อีกชนิดหนึ่งอาจพบเห็นในรูปของแผ่น memory card เพื่อ

ใช้สำหรับจัดเก็บข้อมูลประเภทภาพถ่ายหรือข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ในอุปกรณ์ดิจิตอลแบบพกพาทั้ง

หลาย เช่น กล้องถ่ายรูปดิจิตอล เป็นต้น

6 แทรคและเซกเตอร์ในสื่อเก็บข้อมูลจานแม่เหล็กคืออะไร

พื้นที่เก็บข้อมูลบนแผ่นจานแม่เหล็ก โดยที่แทรคจะเป็นลักษณะของพื้นที่แนววงกลมรอบๆแผ่น

จาน จะมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับชนิดและประเภทของจานแม่เหล็กนั้นด้วย ซึ่งแผ่นแต่ละแผ่นจะมีความ

หนาแน่นของสารแม่เหล็กแตกต่างกันทำให้ปริมาณความจุจึงต่างกันด้วย ส่วนเซกเตอร์นั้น เป็นส่วนของ

แทรคที่แบ่งย่อยออกมาเป็นส่วนๆ หากเปรียบเทียบแผ่นจานแม่เหล็กเป็นคอนโดมิเนียมหลังหนึ่งแล้ว

เซกเตอร์ก็เปรียบเหมือนกับห้องพักที่แบ่งให้คนอยู่เป็นห้องๆนั่นเอง

7 แผ่นดิสก์เก็ตแผ่นหนึ่งเก็บข้อมูลได้ 2 ด้าน แต่ละด้านมี 80 แทรค แต่ละแทรคแบ่งได้ 9 เซกเตอร์ และแต่ละ

เซกเตอร์สามารถเก็บข้อมูลได้มากถึง 512 ไบต์ จงคำนวณหาความจุของแผ่นนี้

ความจุของแผ่นดิสก์เก็ตแผ่นนี้ สามารถคำนวณหาได้ดังนี้

ความจุของแผ่นดิสก์เก็ต = 2 X 80 X 9 X 512 bytes

= 737,280 bytes

= 720 KiB (737,280/1024)

หรือ = 737.28 KB (737,280/1000)

8 ดิสก์เก็ตและฮาร์ดดิสก์ มีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง จงอธิบาย

ดิสก์เก็ตจะมีราคาถูกกว่ามาก แต่จะเก็บข้อมูลได้ไม่มากเท่ากับฮาร์ดดิสก์เพราะมีพื้นที่จานเก็บข้อ

มูลขนาดใหญ่กว่า ซึ่งประกอบด้วยจานหลายแผ่น ทำให้จำนวนแทรคและเซกเตอร์จึงมีมากตามไปด้วย

สำหรับการอ่านข้อมูลนั้น หัวอ่านข้อมูลของดิสก์เก็ตจะสัมผัสแผ่นจานทุกครั้งที่อ่าน แต่สำหรับการอ่านข้อ

มูลในฮาร์ดดิสก์หัวอ่านจะลอยอยู่เหนือแผ่นจาน ไม่มีการสัมผัสตัวแผ่นจานแต่อย่างใด

9 สื่อเก็บข้อมูลประเภท CD และ DVD มีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง

สื่อเก็บข้อมูลแบบ CD จะเหมาะกับการเก็บข้อมูลทั่วไป เช่น ข้อมูลไฟล์การทำงาน ข้อมูล

โปรแกรมเพื่อใช้งาน รวมถึงบันทึกเสียงเพลง ส่วนแบบ DVD จะมีคุณสมบัติที่ดีกว่าคือ เก็บข้อมูลได้เยอะ

มากยิ่งขึ้น สามารถจุมากสุดได้ถึง 17 GB จึงเหมาะสมกับการเก็บข้อมูลงานทางด้านมัลติมีเดียเพื่อให้

เกิดความสมจริงของทั้งภาพและเสียงมากที่สุดนั่นเอง

10 Point Of Sale คืออะไร

จุดบริการขายที่มักพบตามห้างสรรพสินค้า ร้านค้าสะดวกซื้อทั่วไป โดยผู้ซื้อสามารถนำสินค้ามา

ชำระเงินยังจุดบริการขายนี้ได้ทันที ซึ่งระบบจะมีการจัดการเกี่ยวกับรายการซื้อขายเองโดยอัตโนมัติ

11 งานเกี่ยวกับการออกใบเสร็จรับเงิน การออกใบกำกับภาษีที่ต้องมีสำเนาหลายใบ ควรใช้เครื่องพิมพ์แบบใด

เครื่องดังกล่าวมีหลักการทำงานอย่างไรบ้าง

ควรใช้เครื่องพิมพ์แบบดอทเมตริกซ์ เนื่องจากลักษณะงานคือการพิมพ์สำเนาหลายๆแผ่นในครั้ง

เดียว คุณสมบัติของเครื่องพิมพ์แบบนี้จะมีความเหมาะสมต่อการใช้งานแบบนี้มาก อีกทั้งยังช่วยให้

ประหยัดเวลาและสะดวกกว่าที่จะใช้เครื่องพิมพ์แบบอื่นเพื่อพิมพ์ครั้งละแผ่น หลักการทำงานจะอาศัยหัว

เข็มพิมพ์กระทบลงไปที่ตัวกระดาษโดยตรง เมื่อใช้กระดาษสำเนาซ้อนทับจึงให้ได้ผลลัพธ์ออกมาเหมือน

กับแผ่นต้นฉบับ

12 เครื่องพิมพ์แบบอิงค์เจ็ตและแบบเลเซอร์ แตกต่างกันอย่างไรบ้าง จงอธิบาย

เครื่องพิมพ์แบบอิงค์เจ็ตอาศัยหลักการพิมพ์โดยใช้ผงหมึกพ่นลงไปบนกระดาษ มีทั้งหมึกสีและ

ขาวดำ เหมาะกับงานพิมพ์เอกสารที่ต้องการความสวยงาม เช่น ภาพถ่าย โปสการ์ด ปฎิทินหรือพิมพ์บน

กระดาษแบบพิเศษแล้วนำไปติดกับเสื้อผ้าหรือแก้วกาแฟ ส่วนเครื่องพิมพ์แบบเลเซอร์ราคาอาจแพงกว่า

เนื่องจากให้ความคมชัดได้ดี หลักการทำงานจะอาศัยแสงเลเซอร์ยิงตกลงไปบนกระดาษ คล้ายกับการ

ทำงานของเครื่องถ่ายเอกสาร แต่มีข้อเสียคือไม่สามารถพิมพ์เอกสารที่เป็นแบบสำเนาได้ ปัจจุบันมีทั้งที่

เป็นแบบสีและขาวดำ